Elon Musk จากเด็กที่ถูกแกล้งในโรงเรียน สู่มหาเศรษฐี 500,000 ล้าน ผู้เปลี่ยนโลกทั้งใบ…

จากการประเมินของ Forbes ล่าสุดระบุว่า Elon Musk มีทรัพย์สินราวๆ 17,000 ล้านเหรียญ

ตีเป็นเงินไทยก็ราวๆ 500,000 ล้านบาทเท่านั้นเอง…

เชื่อว่าทุกคนคงจะเคยได้ยิน ชื่อของ Elon Musk เจ้าของธุรกิจดังอย่าง Tesla, SpaceX หรือ SolarCity

ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีของโลก อนาคตทั้งสิ้น

ไม่แปลกใจอะไรที่เขาจะสนใจเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก

เพราะพ่อของเขาก็มีอาชีพเป็นวิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแต่งงานกับแม่ซึ่งเป็นนักโภชนาการ

แต่ใครจะรู้ว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ชีวิตของเขาก็ไม่ได้ง่าย

 

 

– ตอนอายุ 8 ขวบ ชีวิตครอบครัวอันอบอุ่นกลับ พลิกผัน

เมื่อพ่อกับแม่ต้องหย่าร้าง ชีวิตของเด็กที่ไร้พ่อนั้นก็ไม่ง่ายเลย เขาเป็นคนที่ค่อนข้างไม่ค่อยชอบเข้าสังคม เป็นคนค่อนข้างอินโทรเวิร์ท  และมักจะอยู่กับหนังสือ

จึงกลายเป็นเป้าหมายของเหล่าหัวโจกในโรงเรียน ถูกกลั่นแกล้งอยู่หลายครั้ง

อย่างหนักๆ ก็คือการโยนลงบันได หรือกระทั่งรุมทุบตีจนสลบ… แต่โชคดีที่เขารอดมาได้

 

– ตอนอายุ 12 ขวบ ในปี 1983 เขาสร้างเกมคอมพิวเตอร์ที่ตั้งชื่อว่า Blastar และขายได้ถึง 15,000 บาท

 

– ตอนอายุ 24 ปี หลังจากจบปริญญาตรีฟิสิกส์และเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเพนซิเวเนีย เขาก็ย้ายไปเรียนต่อปริญญาเอกที่สแตนฟอร์ด

แต่หลังจากเข้าเรียนได้ 2 วัน เขาก็ได้ไอเดียทำธุรกิจออนไลน์

จึงตัดสินใจดร็อปออกจากมหาวิทยาลัย

และนั่นแหละครับคือจุดเริ่ม ต้นของตำนาน..

 

 

– เขากับน้องชายรวบรวมเงินจากพ่อประมาณ 900,000 บาท ก่อตั้งบริษัท Zip2 ให้บริการข้อมูลด้านการท่องเที่ยวภายในเมืองแก่สื่อเจ้าใหญ่อย่าง New York Times

 

– หลังจากนั้น 4 ปีเขาก็สามารถขายกิจการ Zip2 ทำกำไรได้อย่างงดงาม

โดยเป็น Compaq มาซื้อด้วยมูลค่า 11,000 ล้านบาท โดยที่ Elon ได้ส่วนแบ่งของเขาเองราวๆ 66 ล้านบาท

 

น้องชายของ Elon Musk

 

– ในปี 1999 เขาเอาเงินราว 35 ล้าน ก่อตั้งธุรกิจให้บริการรับส่งเงินออนไลน์ที่เรารู้จักกันในชื่อ Paypal และประสบความสำเร็จอย่างสูง

 

– ถัดมาอีกแค่ 3 ปี เขาสามารถขายหุ้น Paypal ให้กับทาง eBay เป็นเงินมูลค่ากว่า 45,000 ล้านบาท

ทำให้เขาที่ถือหุ้นราวๆ 11% ได้รับเงินส่วนแบ่งประมาณ 5,700 ล้านบาท

 

 

– ที่จริงก่อนจะขาย Paypal เขาก็เองก็มีความฝันที่อยากจะสร้างอาณานิคมบนดางอังคารไว้อยู่แล้ว

เลยติดต่อไปยังผู้ผลิตจรวดรัสเซียเพื่อสอบถามถึงราคาจรวดมาใช้ในโครงการ ซึ่งบริษัทรัสเซียคิดเงินประมาณ 270 ล้านบาทเป็นค่าจรวด

 

– เขารู้สึกว่ามันแพงเหลือเกิน จึงกลับมาศึกษาเอาเอง แล้วพบว่า จริงๆ แล้วการสร้างจรวดนั้นต้นทุน มันน้อยกว่าราคาขายมาก

Elon ก็เลยตั้งบริษัท SpaceX ขึ้นมาเพื่อศึกษาวิจัยและผลิตจรวดเองซะเลยตอนต้นปี 2002

 

 

– ตอนนี้เป้าหมายของเด็กสร้าง เกมตอนอายุ 12 ขวบ กลายมาเป็นผู้ใหญ่ในวัย 31 ปีที่มีความฝันอยากจะไปตั้ง “อาณานิคมบนดาวอังคาร”

และเขาบอกว่าจะไม่มีวันเอา SpaceX เข้าตลาดหุ้นจนกว่าจะสามารถเดินทางไปยังอาณานิคมนั้นได้อย่างสะดวก

 

– ระหว่างนั้น ในช่วงปี 2004 เขาก็ยังไม่หยุดขยายอาณาจักรธุรกิจด้วยการลงทุน 21,000 ล้านบาท ก่อตั้งบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่เรารู้จักในชื่อ Tesla ขึ้นมา

 

– ในปี 2006 ผ่านมาแค่ 2 ปี เขาก็สามารถสร้างรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า Tesla Roadster ขึ้นมาได้สำเร็จ

 

 

– อ่อ เขาคิดว่าอนาคตพลังงานไฟฟ้า มันจำเป็นมากแน่ๆ และรถยนต์ไฟฟ้าต้องบูม

ในปีเดียวกันนั้นก็เลยให้ลูกพี่ลูกน้อง Peter และ Lyndon ไปตั้งบริษัท SolarCity เพื่อทำฟาร์มโซลาร์เซลล์

(ก่อนที่ Tesla จะเข้าซื้อ SolarCity กลับมาในปี 2016 ด้วยมูลค่าเกือบ 90,000 ล้านบาท!!)

 

– แต่กว่าจะมีรถ Tesla Model S หรือ Model 3 อย่างทุกวันนี้ บริษัทกลับประสบปัญหาอย่างหนักในปี 2008

เมื่อสหรัฐอเมริกาเผชิญวิกฤติแฮมเบอเกอร์

เขาต้องเอาเงินแทบทั้งหมดในชีวิตมาประคับประคองมันให้รอดพ้นการล้มละลาย

เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ หาสถาบันการเงินที่จะปล่อยกู้ไม่ได้

การดูแลทั้ง 3 บริษัทให้ผ่านวิกฤติ รวมถึงความเครียดในชีวิตจากการหย่าร้างกับภรรยาของตัวเอง

เขาบอกว่ามันคือปีที่ “แย่มาก” ในชีวิต

 

 

– แต่สิ้นปี 2008 ก็มีข่าวดีคือการที่ Tesla ได้นักลงทุนเพิ่ม ขณะที่ SpaceX ได้สัญญาขนส่งของไปยังอวกาศ จากทาง NASA เป็นมูลค่ากว่า 45,000 ล้านบาท

 

– ปี 2010 เขาสามารถเอาบริษัท Tesla เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นได้สำเร็จ

 

– ปัจจุบันแม้จะยังไม่วางขาย Tesla Model 3 แต่เขาบอกว่ามียอดจองแล้วทั้งสิ้นกว่า 450,000 คัน และมียอดจองมาใหม่ราวๆ 1,800 คันต่อวัน

 

เพราะฉะนั้นถ้าคิดคร่าวๆ จากราคารถคันละ 1,200,000 บาท เขาก็จะมียอดขาย 550,000 ล้านบาทจากยอดจองก่อนหน้านี้และยอดขายอีกราวๆ 2,200 ล้านบาทต่อวัน!!

ยัง… แม้จะมีธุรกิจขนาดนี้แล้วเขาก็ยังไม่จบ เพราะเขาไม่ใช่แค่ขยายธุรกิจใหม่ๆ แต่มาด้วยไอเดียใหม่ๆ อีกด้วย

 

– ปี 2012 เขาคิดค้นไอเดียการขนส่งผ่านท่อระบบสุญญากาศที่เรียกว่ า Hyperloop

ซึ่งจะสามารถทำความเร็วได้ถึง 970 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเดินทางจากกรุงเทพไปเชียงใหม่แค่ 20 นาทีเท่านั้น

(ภายหลังเขาบอกว่าไม่มีเวลาพอจะทำมัน และอนุญาตให้นำคอนเซปท์ไปใช้ได้ฟรีๆ ซึ่งตอนนี้ทางบริษัท Hyperloop One ก็เพิ่งทดลองขั้นแรกได้สำเร็จ)

 

 

– ปี 2015 เขาเปิดตัว OpenAI การวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนา AI แห่งโลกอนาคตที่จะไม่เป็นภัยต่อมนุษย์เด็ดขาด ซึ่งดูเขาจะเป็นกังวลต่อเรื่องนี้มากๆ

 

 

– ปี 2016 จากความเบื่อหน่ายในการจราจรอันติดขัดของเมืองแอลเอ

ทำให้เขาคิดเล่นๆ ว่าจะสร้างอุโมงค์ไปขนส่งรถแทน โดยการเอารถลงไปในอุโมงค์แล้วไม่ต้องวิ่ง แต่มีแท่นมารับให้รถเลื่อนไปตามทาง มีจุดรับส่งตามสถานีต่างๆ

ซึ่งเขาก็ไม่ได้แค่คิด แต่จดบริษัท The Boring Company และลงทุนทดสอบขุดเจาะอุโมงค์ดังกล่าวเองอีกด้วย

 

 

– ยัง.. ยังคงไม่จบ ล่าสุดเขาได้ก่อตั้ง Neuralink ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการศึกษาการเชื่อมต่อระบบสมองของมนุษย์และเครื่องจักร

เพื่อให้มั่นใจว่าในโลกอนาคตนั้น มนุษย์จะยังสามารถรู้ทันและ ไม่พ่ายแพ้แก่ AI

หากโลกพัฒนาไปจนถึงวันที่มันเป็นอันตรายต่อมนุษย์จริงๆ  (บอกแล้วว่าเขาซีเรียสเรื่องนี้มาก)

 

 

ทีนี้ลองสรุปเทคโนโลยีต่างๆ  ที่เขาคิดค้นขึ้นมาแล้วเชื่อมโยงเขาด้วยกัน….

ตั้งแต่การผลิตจรวดที่สามารถเดินทางไปกลับดาวอังคารและโลก ฟาร์มโซลาร์เซลล์ รถยนต์ไฟฟ้า ระบบขนส่งในท่อที่จะมาแทนเครื่องบิน และหุ่นยนต์ที่จะมาอยู่ในชีวิตประจำวันของมนุษย์

เชื่อว่าหลายคนคงจะนึกถึงแบบเดียวกับผมนั่นก็คือ “อาณาจักรบนดาวอังคาร” ที่เขาตั้งใจว่าสักวันมนุษย์จะต้องไปตั้งรกรากบนนั้นให้ได้

 

บนนั้นอาจจะขาดแคลนน้ำ ไม่มีถ่านหิน การผลิตไฟฟ้าจึงต้องพึ่งพาแสงอาทิตย์เป็นหลัก

ไม่สามารถใช้เครื่องบินเพราะอากาศเบาบางกว่าโลก จึงต้องใช้ระบบขนส่งในท่อแทน

หรือกระทั่งการให้หุ่นยนต์คอยอำนวยความสะดวกในแก่มนุษย์บนทุกๆ ก้าวของชีวิต

 

เราต้องมาคอยติดตามกันครับว่า ในอนาคตอันใกล้ Elon Musk เขาจะมีไอเดียอะไรออกมาให้เราได้เห็น

รวมถึงอนาคตอันไกลขึ้นไปอีกหน่อยนั้น ความฝันของเขาในการหาโลกใบใหม่ให้มนุษยชาติมันจะเป็นจริงหรือไม่….

แสดงความคิดเห็น...

SHARE

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ...