Facebook รายได้โตขึ้น 33% แต่อนาคตบริษัท ยังต้องให้เวลาพิสูจน์??

ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา Facebook ทำเงินได้ประมาณ 446,000 ล้านบาท

(คิดเล่นๆ ว่าเฉลี่ยวันละ 4,900 ล้านบาท เท่านั้นเอง -*-)

ถ้าเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ก็ยังเพิ่มขึ้นตั้ง 33%

แต่นอกจากการประกาศรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นแล้ว

ยังมีสถิติน่าสนใจอื่นๆ อีกมากทีเดียว…

 

 

เราเกริ่นด้วยรายได้ไปแล้ว เรามาดูที่กำไรกันบ้าง…

แม้รายได้จะเพิ่มถึง 33% แต่กำไรกลับเพิ่มเพียง 9%

ที่กำไรหดไป เพราะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน

ตัวเลขค่าใช้จ่ายนั้นเพิ่มจาก 170,000 ล้านบาท ไปเป็น 260,000 ล้านบาท

โดยเพิ่มขึ้นในทุกด้านทั้งต้นทุนขายเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้บริษัทยังเพิ่มงบในด้านค่าวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้นกว่าปีก่อน

มองง่ายๆ เท่ากับว่า Facebook ก็ทุ่มเงินโปรโมตตัวเอง เพื่อกับการให้ลูกค้ามาลงโฆษณามากยิ่งขึ้น

ซึ่งผลตรงนี้ก็ทำออกมาได้ดีในสายตาของนักลงทุน

เพราะยอดขายโฆษณามากขึ้น มาทำให้กำไรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

เกิดเป็นคำถามที่ว่าโฆษณาที่มากขึ้น ทำให้ผู้ใช้ลดลงหรือไม่??

ในเดือนกันยายน มีตัวเลขของตัวเลขผู้ใช้งานที่เข้ามาใช้ในทุกๆ วัน อยู่ที่ประมาณ 1,490 ล้านคน

เพิ่มขึ้นมา 9% จากช่วงกันยายน 2017 ซึ่งมีประมาณ 1,360 ล้านคน

ถ้าอ้างอิงจากรายงานที่ Facebook นำเสนออกมา คำตอบก็คือ “ไม่ทำให้คนใช้งานลดลง”

 

ยอดผู้ใช้รายเดือน ตัวเลขตรงนี้จะอยู่ประมาณ 2,270 ล้านคน

 

แม้คนใช้งานจะยังเพิ่มขึ้น และรายได้ยังคงเพิ่มขึ้น

แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ “การเติบโต” ของรายได้ที่ลดลง

จากไตรมาสสามปี 2016 ที่รายได้เพิ่มขึ้น 59%

พอไตรมาสสามปี 2017 รายได้เพิ่มขึ้น 49%

ก่อนการเติบโตจะลดลงมาเหลือเพียง 33% ในปี 2018 นี้

 

เรื่องนี้ก็มองได้ 2 แง่

ฝั่งหนึ่งมองเป็นแง่ลบ บอกว่ามันคือตัวเลขที่แสดงว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Facebook กำลังใกล้จบลงแล้ว

แม้นั่นไม่ได้หมายถึงจุดจบของบริษัท

แต่ถึงรายได้จะโตเพียงปีละ 10-15% หรือทำเพียงประคับประคองรายได้ไปเท่านั้น

ขณะที่อีกฝ่ายก็มองว่า ในขณะที่ความนิยมของ Facebook มาอยู่ในระดับใหญ่ที่สุดได้แล้ว

ยังสามารถทำรายได้ที่เติบโตได้สูงถึงระดับ 30% อยู่ นั่นคือข่าวดี

และยังมีคนอีกหลายพันล้านคน ซึ่งไม่ได้นิยมใช้โซเชียลเจ้านี้เป็นประจำทุกวัน

ถ้าทำให้พวกเขาหันมาใช้กันได้ นั่นคือโอกาสโตได้อีกพอสมควรในอนาคต

 

เรื่องนี้ตรงกับความคิดของ Mark Zuckerberg

เขามองว่าคนไม่ได้ใช้ Facebook ลดลง แต่เปลี่ยนรูปแบบการใช้งานไปเท่านั้น

โดยยกตัวอย่างตัวเลขการแชร์เนื้อหาบน Stories ของแอพในเครือรวมทั้ง Facebook และ Instagram 1,000 ล้านครั้งต่อวัน

แถมมีการส่งข้อความหากันมากกว่า 100,000 ล้านข้อความในแต่ละวัน

ซึ่งในข้อความเหล่านั้น พวกเขาก็ยังส่งทั้งลิงก์ รูปภาพ และวิดีโอ ให้แก่กัน มากกว่าการที่พวกเขาแชร์ผ่านนิวส์ฟีดอีกด้วย

 

นั่นหมายความว่ายังไง??

จำได้รึเปล่าว่าในยุคก่อนหน้านี้ พอเราไปเจออะไรน่าสนใจ เราก็จะกดแชร์ออกมา

เนื้อหาก็จะส่งไปให้คนอื่นๆ ผ่านทางหน้านิวส์ฟีด

แต่ยุคนี้พฤติกรรมผู้ใช้เปลี่ยนไป เมื่อเห็นอะไรน่าสนใจ ก็จะใช้วิธีแท็กเพื่อนมาในคอมเม้นต์ หรือส่งให้กันทางแชทมากขึ้น

มันอาจจะเป็นการสะท้อนความเบื่อหน่ายในหน้านิวส์ฟีด ซึ่งมีทั้งเนื้อหาของผู้ใช้งาน และโฆษณาปะปนกันไป

หรือพวกเขาแค่ต้องการรักษาความเป็นส่วนตัว ประมาณว่ารู้กันเฉพาะบางคน หรือกรุ๊ปแชทที่พวกเขาตั้งขึ้นมาเองเท่านั้น

 

ในยุคที่โฆษณา ก็ตามเข้าไปถึง Messenger แล้ว

 

นั่นคือจุดที่ Mark มองเห็นว่าผู้ใช้งานมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป

และไม่ต้องแปลกใจ ที่ Facebook จะเริ่มเปิดให้บริการ “โฆษณาเชิงรุก” ผ่านช่องทาง Messenger หรือ WhatsApp มากยิ่งขึ้น

วิธีดังกล่าวเสี่ยงไหม ก็เสี่ยงระดับหนึ่ง

อย่างเช่นการเปิดให้แบรนด์สามารถส่งข้อความโปรโมชั่นไปยังลูกค้าได้

เพราะมันจะมีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง “การส่งข่าวสาร” กับ “การสแปม”

ซึ่งลูกค้าแต่ละคนก็มีระดับของเส้นเหล่านี้ต่างกันอีก

บางคนมีแบรนด์รักส่งข้อความมาทุกวัน เขามองว่าคือการแจ้งโปรโมชั่นใหม่

แต่บางคนมองว่า มันคือการเสียเวลาเข้าไปกดดูการแจ้งเตือนนั้นๆ

ถ้ามันมากเกินไป จนทำให้รู้สึกว่าถูกคุกคาม พวกเขาก็อาจจะเปลี่ยนไปใช้บริการแอพแชทในรูปแบบอื่นๆ แทนได้เช่นกัน

และการย้ายแอพแชท ก็อาจจะส่งผลสะเทือนมาถึงบัญชีเฟซบุ๊กที่พวกเขาใช้งานได้ด้วย

 

นั่นจึงเป็นสิ่งที่ Mark Zuckerberg ต้องคิดและตัดสินใจอย่างรอบคอบ

เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง “ความรู้สึกของผู้ใช้” รักษาลูกค้าเดิมเอาไว้ และเพิ่มจำนวนผู้ใช้ให้มากขึ้น

กับ “ความรู้สึกของนักลงทุน” ในการทำตัวเลขกำไรให้ออกมาดีขึ้นในแต่ละปี เพื่อไม่ให้หุ้นบริษัทดูแย่

แม้การทำให้ทั้งสองฝ่าย Happy นั้นจะเป็นเรื่องยาก

แต่ในฐานะผู้บริหารบริษัทระดับโลก นี่คืออีกหนึ่งภารกิจที่เขาจะต้องทำมันให้ได้

ตอนนี้เขาได้รับการยอมรับในด้านการเป็นหนุ่มไฟแรง ที่ทำโซเชียลเน็ตเวิร์กมาพลิกโลกได้สำเร็จ

เรื่องนั้นไม่มีใครปฏิเสธ

 

แต่เขาจะได้รับการยอมรับและจดจำในด้านการบริหารงานระดับสูง

พาบริษัทมีกำไรเพิ่มและอยู่รอดไปอีก 20-30 ปีต่อจากนี้หรือไม่?? ยังเป็นสิ่งที่บางคนกังขา

 

“ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” จะเป็นคำพูดที่ใช้ได้อยู่เสมอ

และมีเพียง “เวลา” เท่านั้นที่จะให้คำตอบกับเราได้…

 

 

ติดตาม Billionaire Mindset ได้ในหลากหลายช่องทาง

– เริ่มจากช่องทางใหม่ล่าสุด อินสตาแกรม https://www.instagram.com/billionairethai/

– ตามต่อในทวิตเตอร์ https://twitter.com/BillionaireThai

– ถ้าเล่นแต่ไลน์ ก็ส่งบทความให้คุณทุกวันที่ @BillionaireMindset

– ติดตามเพจ Billionaire Mindset – แนวคิดพันล้าน อย่าลืมตั้งค่า See First เพื่อไม่ให้พลาดทุกโพสต์ใหม่นะครับ!!

 

ที่มา:

https://investor.fb.com/investor-news/press-release-details/2018/Facebook-Reports-Third-Quarter-2018-Results/default.aspx

techcrunch.com/2018/10/30/close-friendsbook/

www.blognone.com/node/106155

www.socialbakers.com/statistics/facebook/

https://news.vice.com/en_us/article/xw9n3q/we-posed-as-100-senators-to-run-ads-on-facebook-facebook-approved-all-of-them

www.vanityfair.com/news/2018/10/mark-zuckerberg-is-still-losing-facebook-users-earnings-call

แสดงความคิดเห็น...

SHARE

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ...