“ทิวลิปมาเนีย” วิกฤติการเงินของโลก เมื่อคนยอมขายบ้าน-ที่ดิน เพื่อแลกดอกทิวลิป

ทุกวันนี้ทุ่งดอกทิวลิป กลายเป็นสัญลักษณ์และสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของเนเธอร์แลนด์ แต่ทราบหรือไม่ว่า 400 ปีก่อน มันคือหายนะทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของโลกเลยทีเดียว!!

 

ย้อนกลับไปเมื่อยุค 1600 สมัยนั้นยุโรปไม่มีทิวลิป เพราะมันเป็นพืชของแถบตะวันออกกลาง เช่น อิรัก ตุรกี และดินแดนใกล้เคียง

คาดว่าสุลต่านแห่งตุรกี ส่งมอบหัวทิวลิปไปยังยุโรปในยุคนั้น จนดอกไม้ชนิดนี้ได้รับความนิยมไปทั่ว โดยเฉพาะในเนเธอร์แลนด์

 

ทุ่งทิวลิปเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของเนเธอร์แลนด์

 

เนื่องจากดอกทิวลิปเป็นของหายาก คนสมัยนั้นจึงนิยมใช้มันเป็นเครื่องแสดงฐานะ พูดง่ายๆ คือสวนบ้านใครมีดอกทิวลิป คนนั้นคือคนรวย

(คุ้นๆ กับสมัยนี้เนอะ แค่เปลี่ยนเป็นสิ่งของอย่างอื่น ฮ่าาาา)

 

พอคนรวยทั่วไปปลูกทิวลิปได้ ก็เริ่มมีการสรรหาของแปลกขึ้นไปอีก

นั่นก็คือ “ทิวลิปสลับสี” เช่น สีเหลืองอมแดง สีขาวอมม่วง ถูกยกระดับให้กลายเป็น “แรร์ไอเท็ม” หรือของหายากที่มีราคาสูง

โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าการเกิดทิวลิปสีแตกเนี่ย เป็นเพราะเชื้อไวรัส ไม่ได้เป็นเพราะมันเป็นของล้ำค่าแต่อย่างใด

 

ทิวลิปสลับสี ซึ่งมีราคาสูงกว่าทิวลิปทั่วไปในยุคนั้น

 

ดอกทิวลิปจะบานในช่วงฤดูร้อน ก็ราวๆ เดือนมิถุนายน-สิงหาคม หลังจากนั้นก็จะมีผลผลิตเป็นหัวทิวลิป ให้คนนำมาปลูกกันต่อ

ซึ่งเจ้าหัวทิวลิปเนี่ยมีความต้องการสูงมาก ชนิดที่ว่าทำแปลงเพาะพันธุ์กันเป็นล่ำเป็นสัน ก็ยังไม่พอต่อความต้องการของคนซื้ออยู่ดี

 

หัวทิวลิปจะมีขายเฉพาะเดือนกันยายน หลังดอกเหี่ยวแห้งแล้ว แต่ความต้องการซื้อมันมีทั้งปี ทีนี้จะทำยังไง!?

นี่เลย “ทำสัญญาซื้อขายหัวทิวลิปล่วงหน้า”

สัญญานี้ก็ง่ายๆ เลย ทำสัญญากันไว้ตอนต้นปี พอเดือนกันยายนก็ส่งมอบหัวทิวลิปกัน ไม่มีอะไรซับซ้อน

 

หัวทิวลิป ที่มีการซื้อขายในราคาสูง

 

แต่.. ความโลภของมนุษย์นั้นมีมาตั้งแต่อดีต

จากสัญญาที่ทำกันไว้ระหว่างสองฝ่าย ก็เกิดการซื้อขายสัญญาเพื่อทำกำไร บ้างก็คาดคะเนว่าหัวทิวลิปจะราคาสูงขึ้นเมื่อถึงปลายปี

หรือบางคนก็เอาไปเก็งว่าทิวลิปสวนนี้จะเป็นหัวที่มีสีแซม ปลูกเป็นดอกได้ราคาดี หัวที่ถูกเก็งนั้นก็จะมีราคาสูงไปอีก

 

การเก็งกำไรนี้เกิดขึ้นที่เมืองอัมสเตอร์ดัมก่อน…

จากนั้นจึงแพร่ไปยังฝรั่งเศส อังกฤษ ซึ่งตลาดก็ไม่ได้พลุกพล่านและมีราคาถูงเท่าที่เนเธอร์แลนด์

และไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มนายทุนมาเก็งกำไรเท่านั้น ชาวบ้านที่ไม่มีกระทั่งหัวทิวลิป หรือมีเงินไม่พอ ก็นำตัวเลขราคาของหัวทิวลิปไปเก็งกำไรกันเฉยๆ ก็มี

(ลักษณะเหมือนหวยใต้ดินหรือหวยหุ้นของบ้านเรานี่แหละ)

 

ปี 1634 ราคาของหัวทิวลิปอยู่ที่ประมาณ 1 กิลเดอร์ (หน่วยเงินดัตช์ เทียบกับเงินไทยประมาณ 18 บาท)

ปี 1635 ราคาหัวทิวลิปพุ่งขึ้นไปถึง 25-40 กิลเดอร์ สูงกว่าเดิม 40 เท่า!!

ยังไม่พอ ราคายังวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ

ปลายปี 1636 หัวทิวลิปบางหัวอาจจะมีราคาสูงถึง 100-150 กิลเดอร์

ต้นปี 1637 หัวทิวลิปที่ถูกเก็งว่าราคาแพง พุ่งสูงถึง 200 กิลเดอร์

 

 

บางคนเห็นทิวลิปพุ่งขึ้นไปจาก 25 เป็น 40 กิลเดอร์ เขาก็คิดว่าราคาคงจะพุ่งไปอีก ถึงขั้นไปกู้ยืมเงินมาซื้อสัญญาหัวทิวลิป และขายต่อได้กำไรงาม

มีบันทึกว่า บางคนถึงขั้นยอมแลกที่ดิน 30 ไร่ กับหัวดอกทิวลิปหายากหัวหนึ่ง ในช่วงปี 1636 เพราะหวังว่าจะขายมันได้แพงกว่านั้น และมีเงินไปซื้อที่ดินมากขึ้น

 

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา…

เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1637 ได้ถูกบันทึกว่าเป็นจุดสูงสุดของราคาดอกทิวลิปในวิกฤติครั้งนี้

เมื่อนักเก็งกำไรพยายามจะขายสัญญาล่วงหน้าของหัวทิวลิป แต่ราคาไม่พุ่งขึ้นดังเดิม ไม่รู้ว่าเพราะคนซื้อหมดหน้าตัก หรือพวกเขาไม่อยากแบกรับความเสี่ยงมากขึ้น

กลายเป็นความวิตกที่ส่งต่อกันเป็นลูกโซ่ เมื่อสัญญา 1 ฉบับขายไม่ออก ผู้คนต่างกังวล

บางคนเอาสัญญาตัวเองมาขายในราคาที่ถูกลง และนั่นทำให้มันย่ำแย่ไปอีก

เมื่อเห็นว่ามีคนเอาสัญญามาขายถูกลง มันก็จะมีทั้งคนที่รับซื้อเพราะคิดว่าเดี๋ยวคงขึ้นไปอีก กับคนที่พยายามขายเพราะกลัวมันตกลงไปมากๆ

ปรากฏว่าฝ่ายหลังมีมากกว่า และมันก็เหมือนกับวิกฤติการเงินหลายๆ ครั้ง

ราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็ว เพราะทุกคนอยากจะขาย แต่ไม่มีใครอยากซื้อ!!

 

ภาพวาดล้อเลียนเหตุการณ์ความคลั่งทิวลิป

 

รัฐบาลของดัตช์ซึ่งไม่เคยเจอวิกฤตินี้ พยายามจะช่วยด้วยการขึ้นค่าธรรมเนียมสัญญา เพื่อไม่ให้มีการปล่อยสัญญากันได้ง่ายดาย

พวกเขาตัดสินใจปฏิเสธการเข้าไปแทรกแซงราคา ส่งผลให้วิกฤติยิ่งเลวร้ายไปกว่าเดิม

นักเก็งกำไรทั้งอัมสเตอร์ดัม เงินหายวับไปกับตา เพราะพวกเขามีแต่กระดาษที่ไร้ค่า

 

ราคาหัวทิวลิปลดลงไปสู่จุดเริ่มแรกที่ 1-2 กิลเดอร์ ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปี ในเดือนพฤษภาคม 1637

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าราคาลดลงไปต่ำแค่ไหน แต่บันทึกการซื้อขายฉบับหนึ่งในปี 1739 อีกร้อยปีให้หลัง พบว่าซื้อขายหัวทิวลิปเพียง 0.1 กิลเดอร์เท่านั้น

 

และในปัจจุบัน เงิน 1 กิลเดอร์สามารถซื้อทิวลิปเกรดธรรมดาได้เกือบ 100 หัว ขณะที่ทิวลิปเกรดดีหน่อยก็อาจจะมีราคา 2-5 กิลเดอร์

 

ปัญหานี้ไม่ได้กระทบเฉพาะเศรษฐกิจของอัมสเตอร์ดัมเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงเมืองเล็กเมืองน้อย ฝรั่งเศส อังกฤษ และระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกันในยุโรป

แต่ไม่มีที่ใดเลวร้ายไปกว่าเนเธอร์แลนด์แล้ว ว่ากันว่านั่นคือจุดเริ่มต้นการเสื่อมสลายของ “ยุคทองแห่งดัตช์” และทำให้เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์หยุดนิ่งไปนานหลายปี

 

ยุค 1500-1600 คือช่วงแห่งความรุ่งเรืองของชาวดัตช์

 

วิกฤติดอกทิวลิป ถูกบันทึกว่าเป็นวิกฤติการเงินยุคใหม่ครั้งแรกของโลก

และหลังจากนั้น เรามักจะเห็นวิกฤติต่างๆ บนโลก ที่สะท้อนการ “เก็งกำไร” ที่มากเกินควร ทำให้สินทรัพย์บางอย่างมีมูลค่าสูงเกินจะเป็น

จนสุดท้ายพอมันสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง ก็สายเกินกว่าที่จะทำอะไรแล้ว

 

วันนี้คุณถือครองสินทรัพย์อะไรบ้าง?? คุณคิดว่ามันมีมูลค่ามากแค่ไหน!?

แล้วมูลค่าจริงๆ ของมันคือเท่าไร!?

การศึกษาวิกฤติเก่าๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าจะไม่เกิดวิกฤติครั้งใหม่ เพราะตราบใดที่มนุษย์ยังมีความโลภ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมอ

แต่สามารถย้ำเตือน “ตัวคุณเอง” ให้ลงทุนตั้งอยู่บนความ “ไม่ประมาท” เพราะสุดท้ายถึงจะเกิดวิกฤติ คุณก็จะไม่ได้หมดถึงกันสิ้นเนื้อประดาตัวและเป็นหนี้สิน

แต่ยังคงมี “ทุน” ไว้สำหรับการลงทุนรอบใหม่ ใน “โอกาสใหม่ๆ” ที่มักจะเกิดขึ้นหลังวิกฤตินั่นเอง..

 

 

ที่มา:

https://th.wikipedia.org

tulipcrisis.wordpress.com/tag/ฟองสบู่ทิวลิป/

https://www.elliottwave.com

https://www.richardcayne.com/

แสดงความคิดเห็น...

SHARE

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ...